2005/Dec/25

25 กรกฎาคม

วันนี้ตื่นแต่เช้า ลงมากินอาหารเช้าที่เขาจัดให้ด้านล่าง เช็คเอาท์เลย แต่คนที่เคาน์เตอร์ยังไม่มาทำงาน มีแต่สาวที่เตรียมอาหาร ซึ่งไม่รู้ภาษาอังกฤษเอาเลย ก็เลยต้องใช้ภาษามือ หนุ่มแบกกระเป๋าขอเป็นคนออกค่าโรงแรม ใช้บัตรเครดิต ก็ใช้ภาษามือกันง่ายหน่อย จากนั้นก็กลับขึ้นไปขนของเพื่อเดินทางต่อ แบกเป้กันพะรุงพะรังเหมือนกับขามา นี่ยังไม่ได้ซื้อของฝากอะไรเลย ของก็ยังเยอะขนาดนี้แล้ว

ที่จริงรถไฟออกสายๆ แต่ไม่อยากรีบ ก็เลยไปเสียแต่เช้า ไปนั่งรอที่สถานีดีกว่าต้องวิ่งตามรถไฟ ไปถึงสถานีก็ยังไม่ประกาศชานชาลาเลย ก็เลยนั่งแกร่วรอไป จนประกาศชานชาลาขึ้นแล้วก็ไปขึ้นรถ คราวนี้ตู้เป็นแบบแบ่งห้อง แบบรถไฟในเรื่องแฮรี พอตเตอร์นั่นแหละ ห้องที่เรานั่งก็มีชายกับหญิงสูงอายุนั่งอยู่แล้วสองคนด้านริมหน้าต่าง เราก็เลยไปนั่งหันหน้าเข้าหากันด้านริมประตู แต่ดีที่ไม่มีเจ้าตัวดูดวิญญาณมาป้วนเปี้ยนอยู่บนรถ อิอิ

พอรถออกก็มีเสียงป้าเม้าคุยโทรศัพท์เสียงดังลั่นอยู่ข้างนอกตรงทางเดิน ไม่รู้จะคุยอะไรกันนักหนา พอวางสายนี้ก็มีอีกสาย โทรไปได้เรื่อย พอป้าเม้าหนึ่งหมดเรื่องคุย ป้าเม้าสองคุยต่อ เอ้อนะ ผู้หญิงอิตาลีนี่ช่างพูดเอาเสียจริงๆ เขาว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยโรมัน ผู้หญิงโรมันจะมีปากมีเสียงพอๆ กับผู้ชาย แล้วก็ยังเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้ เห็นผู้ชายอิตาเลียนกลัวเมียกันทั้งนั้น อิอิ

พอรถเข้าใกล้เวนิส จะถึงสถานี Venizia Mestre ก่อน ใครที่จองโรงแรมในเกาะเวนิสอย่าลงสถานีนี้ เพราะเป็นเมืองใหม่ อยู่ริมอ่าว ราคาโรงแรมแถวนี้จะถูกกว่า แต่ยังต้องนั่งรถเมล์เข้าไปเที่ยวในเมือง เราจองโรงแรมในตัวเมืองเก่าเลย ซึ่งจะต้องไปลงอีกสถานีหนึ่งที่สุดปลายทาง คือสถานี Venizia Santa Lucia ก็มีคนลงผิดสถานีอยู่บ่อยๆ ผ่านสถานี Venizia Mestre แล้วก็จะต้องข้ามสะพานไปที่เกาะต่างๆ ของเมืองเวนิสเก่า ซึ่งที่จริงไม่ยุ่งยากสับสนอะไรเลย เพราะเป็นปลายทางพอดี อย่างไรรถไฟก็ต้องไปจอดที่สถานีนี้

เมื่อถึงแล้วก็ออกมาข้างหน้าสถานี ซึ่งตรงกับสถานีเรือเมล์ เวนิสเป็นเมืองที่อยู่บนเกาะในอ่าว มีเกาะเล็กๆ ประกอบกันเป็นเมือง แต่ละเกาะก็มีคลองคั่น ดังนั้นเวลาไปไหนมาไหนก็ต้องขึ้นเรือเมล์ เหมือนขึ้นรถเมล์ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเดินเอาตามทางเดินเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามตึกรามบ้านช่องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเล็กเป็นตรอกเสียมากกว่า ไม่มีถนนให้รถวิ่ง


โรงแรมที่จองไว้ชื่อ Locanda Herion จากแผนที่ที่พิมพ์มาจากอินเตอร์เน็ต พอออกจากหน้าสถานีรถไฟ เราต้องเดินไปทางซ้าย เดินไปเรื่อยๆ จนข้ามคลอง แล้วก็ต้องหาตู้โทรศัพท์สองตู้ แต่เราเดินข้ามคลองไปตั้งนาน ผ่านตู้โทรศัพท์ไปแล้ว ก็ไม่เห็นป้ายโรงแรมแฮะ เอาไงดี เหนื่อยและเมื่อยมาก เพราะของหนักเอาเรื่อง ยิ่งเดินไกลยิ่งหนักขึ้น เลยเอาของวางไว้ก่อนตรงหัวมุมถนน ให้หนุ่มแบกกระเป๋าเฝ้าไว้ แล้วเราก็เดินย้อนกลับไปที่ตู้โทรศัพท์อีกที อ้าว เลยตู้โทรศัพท์ไปไม่ไกลก็ถึงแล้ว แต่ป้ายมันเล็กนิดเดียวเอง แทบมองไม่เห็น ยิ่งตาไม่ดีอยู่ อิอิ ก็เลยเดินไปตามหนุ่มแบกกระเป๋ากลับมาที่โรงแรม

พอเข้าไปถึงเคาน์เตอร์สาวก็พูดจาทักทายน่ารักดีเชียว เราก็ยื่นใบจองที่พิมพ์มาจากเว็บให้ เขาก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ได้กุญแจมาก็เข้าห้องนอนพักเอาแรงก่อนเลย แต่แค่นอนให้หายเมื่อย แล้วก็ลุกมากินอาหารกลางวันที่ซื้อเตรียมมาจากมิลาน ก็เป็นขนมปังกับแซลมอนรมควัน แล้วก็แอปเปิล เสร็จแล้วก็นอนพักต่อ เอาแผนที่ที่ซื้อระหว่างทางที่เดินมาออกมากางดู เตรียมตัวเดินเที่ยวตอนเย็น อย่างที่บอก ออกเที่ยวตอนเย็นตั้งแต่บ่ายสาม เที่ยวได้ตั้งหกชั่วโมง แค่นี้ก็เมื่อยตายแล้ว

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมสามดาว อยู่ในเขตเมืองเก่า ถ้าใครจะพักราคาถูกละก็อย่ามาพักที่นี่ครับ แต่อย่างที่บอก อยากพักให้สบาย ไม่ต้องลำบาก งบมีเยอะอยู่แล้ว อิอิ ใช้เงินเบี้ยเลี้ยงที่เหลือจากการประชุมคราวก่อนน่ะครับ ตอนนั้นเหลือเยอะเลย ห้องพักที่นี่ก็เป็นห้องแอร์ เย็นสบาย นอนเบียดกันสองคนอุ่นดี เตียงใหญ่แบบในรูป อาหารเช้าก็ตั้งโต๊ะในสวนหย่อมโรแมนติกดี เหมาะสำหรับคู่ฮันนีมูน อิอิ


แล้ววันนี้เราจะไปไหนกันดี สุดท้ายตกลงกันว่านั่งเรือเมล์ไปจนสุด Grand Canal แล้วกัน แล้วก็กลับมาเดินชมถนนที่เราจ้ำผ่านเมื่อตอนกลางวัน ที่จริงสองวันนี่เที่ยวไม่หมดแน่ ไม่ได้ไปอีกหลายแห่ง แต่มันก็คล้ายๆ กันแหละครับ พลาดไปบางแห่งก็ไม่เป็นไร

เราก็เลยเดินกลับมาที่หน้าสถานีรถไฟ เพื่อขึ้นเรือเมล์สาย Grand Canal อย่างที่บอกว่าเวนิสเป็นเมืองที่อยู่บนเกาะหลายๆ เกาะอยู่ติดๆ กัน ไปไหนมาไหนก็โดยนั่งเรือเมล์คล้ายเรานั่งรถเมล์นั่นแหละ สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วแค่ได้นั่งเรือชมวิวก็ได้เห็นอะไรมากมายแล้ว เหมือนที่ฝรั่งมากรุงเทพก็ต้องนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา สำหรับ Grand Canal แล้ว บางช่วงก็แคบ แต่ช่วงที่ออกไปถึงเกาะสุดท้ายก็กว้างเหมือนอยู่กลางทะเลเลยครับ เอาภาพสองข้างทางมาให้ดูกันก่อนครับ แล้วพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวบางแห่งกัน

นี่เป็นโป๊ะท่าเรือครับ ตั๋วขึ้นเรือก็ซื้อตรงข้างๆ นี่แหละ เดี๋ยวเราลงไปดูที่นั่งรอดีกว่า


ดูข้างในเรือกันดีกว่า ที่จริงรูปนี้ถ่ายตอนไปจนเกือบจะสุดทางแล้ว ตอนต้นทางคนแน่นมาก เหมือนเรือด่วนเจ้าพระยาที่เมืองไทยนั่นแหละ


ท่าเรือสองข้างทาง ก็มีท่าใหญ่บ้างเล็กบ้าง


ท่า Rialto ใหญ่หน่อย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปดูกันดีกว่า





นี่เรือ Gondola ซึ่งก็จัดเป็นคิวๆ เหมือนคิวรถมอเตอร์ไซค์แหละครับ แต่ละคิวก็มีเรือที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปนิดหน่อยตรงหัวเรือบ้าง ตรงเบาะนั่งบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะนั่งเป็นคู่สูงอายุหรือครอบครัว เนื่องจากราคาแพงเอามากๆ พวกหนุ่มสาวไม่นั่งหรอก นอกจากคู่แต่งงาน

ก็ดูภาพสองข้างทางไปเรื่อยๆ แล้วกันครับ ตอนนี้เราออกมาจะสุดทางแล้ว คลองกว้างใหญ่เหมือนทะเล








แค่นั่งไปกลับนี้ก็หมดเวลาไปเยอะมากเลย กลับมาที่ท่าเรือหน้าสถานีรถไฟอีก แล้วก็เริ่มเดินวินโดว์ช็อปปิ้งกันดีกว่า เมืองเวนิสมีชื่อเรื่องเครื่องแก้วเป่ามูราโน่ ที่ใส่สีสันฉูดฉาดสวยงาม แล้วก็ยังมีชุดคานิวาลที่หรูหราอีก ที่จริงต้องกล่าวถึงอดีตของเวนิสเสียนิดหน่อยจึงจะพอนึกภาพออก

เวนิสเป็นเมืองที่สร้างขึ้นในยุคโรมัน คนกลุ่มหนึ่งหนีสงครามมาตั้งรกรากอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางอ่าวที่รกร้างและเงียบสงบ ใช้น้ำนั่นเองเป็นปราการป้องกันการบุกรุกจากผู้กระหายสงคราม ทีนี้มีปัญหาหลายอย่างในการสร้างเมืองเวนิส เนื่องจากเป็นเหมือนป่าโกงกาง พื้นดินค่อนข้างจะอ่อน ทีแรกที่สร้างบ้านไม้หรืออิฐก็พอรับน้ำหนักอยู่ แต่พอเมืองเริ่มโตขึ้น มีการสร้างอาคารโดยเฉพาะโบสถ์ด้วยหิน แล้วมันจะรับน้ำหนักอย่างไร ชาวเวนิสคิดวิธีตอกเสาเข็มไม้ลงไปจำนวนมากในดิน เพื่อรองรับน้ำหนักของอาคารหินเหล่านั้น ปรากฏว่าได้ผล เมื่อไม้ฝังอยู่ในดินใต้น้ำไม่มีออกซิเจน มันทนทานและแข็งแรงเอามากๆ อยู่ได้หลายร้อยถึงพันปี เมื่อมีเทคโนโลยีที่จะสร้างเมืองให้ใหญ่โตได้ เมืองเวนิสจึงกลายเป็นเมืองใหญ่กลางอ่าวดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

แล้วเมืองเวนิสโตขึ้นได้อย่างไร เมื่อโรมันล่มสลาย อิตาลีแตกเป็นรัฐเล็กๆ จำนวนมาก ที่ต่างก็มีผู้ปกครอง เวนิสเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในอ่าว จึงใช้โอกาสนี้ทำการค้าทางทะเล ด้วยความที่ทุกคนเกิดมากับน้ำ จึงทำให้กองเรือสินค้าของเวนิสโตขึ้นและร่ำรวยขึ้น แม้แต่ มาร์โค โปโล ก็เป็นชาวเมืองเวนิส เวนิสรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นเมืองใหญ่ มีอิทธิพลทางการค้าและการเมืองได้ในที่สุด

เวนิสในปัจจุบันจึงเป็นเมืองที่ร่ำรวยสมบัติที่สะสมมาตั้งแต่ยุคกลาง ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม ร้านค้าสองข้างทางมีทั้งร้านเครื่องแก้วมูราโน่ ร้านขายเครื่องประดับตกแต่ง ชุดคานิวาลและหน้ากากอันสวยงาม เราเดินดูกันได้เป็นชั่วโมงจนหิวแล้ว กินที่ไหนดีล่ะ พอดีเดินผ่านร้านแบบบุฟเฟต์ร้านนึงที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เราเลยไปกินที่นั่น อืม อร่อยแฮะ กินกันจนพุงกางเลย

แล้วก็กลับโรงแรม มาวางแผนเที่ยวกันต่อพรุ่งนี้ แล้วก็นอนหลับสบายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน อิอิ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
พาเที่ยวอีกแล้วนะครับพ่อหมี น่าไปจังเลยนะครับเนี้ย

ไม่รู้ชาตินี้จะมีโอกาสหรือเปล่า
#1  by  * ~ หัวใจเดินทาง ~ * At 2005-12-25 23:23, 
ใช่ครับ

เด็กหาดใหญ่ครับผม
#2  by  มังกรสีน้ำเงิน At 2005-12-29 00:01, 
คุณพ่อครับ...

ปีใหม่แล้ว มีความสุขมากมากนะครับ
ไปเที่ยวไหนอีก ก็มาเล่าให้ลูกๆ ฟังอีกนะครับ

#3  by  * ~ หัวใจเดินทาง ~ * At 2005-12-29 11:47, 
หูย เป็นพ่อเลยเหรอ
#4  by  พ่อหมี At 2005-12-29 17:23, 
มี if endif ด้วยง่ะ
เขียนโปรแกรมใน บลอกเหรอครับ อิอิ

ปล. ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน อิจฉาๆๆๆๆ
#5  by  หล่อสาดดด At 2006-01-03 10:11, 
ง่ะ มาไง if endif
ไม่ได้ทำไรซะหน่อย
#6  by  พ่อหมี At 2006-01-03 18:24, 
โอ้ววว ลงรูปด้วยยยยยยยยยยยย
#7  by  Formula 25 At 2006-01-05 10:43, 
อยากไปลุยอย่างนี้บ้างจังครับ
#8  by  Soup At 2006-01-20 12:18, 

<< Home