2010/Apr/10

ยังไม่ได้เพาะกล้วยไม้ซะที ขั้นตอนก่อนเพาะมันมีหลายอย่างที่ต้องเตรียมให้พร้อม มิฉะนั้นทำไปแล้วอาจจะเพาะขึ้นแต่เชืื้อแบคทีเรียหรือรา กระบวนการสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการฆ่าเชื้อ ในการฆ่าเชื้อนั้นต้องใช้หลายวิธีประกอบกัน แต่ละขั้นตอนก็ใช้วิธีที่ต่างกันไป มาดูกันครับ

โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมเลยคืออัลกอฮอล์ 70% คืออัลกอฮอล์ล้างแผลนั่นเอง ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อของอัลกอฮอล์จะดีที่สุดเมื่อมีน้ำผสมอยู่ด้วย 30% ถ้าน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่ไม่ดีเท่า เดี๋ยวนี้ตั้งแต่ที่ฮิตกันเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 มีแบบที่ผสมเจล ใช้ง่ายดีครับ ซื้อมาเป็นกระปุกแบบกดเหมือนเจลล้างมือสะดวกสุด อัลกอฮอล์นี้ใช้ทำความสะอาดมือเป็นขั้นสุดท้ายก่อนทำงาน ส่ิงอื่นที่จะกล่าวต่อไปออกจะแรงไปสำหรับผิวหนัง

น้ำยาฆ่าเชื้ออีก ตัวหนึ่งที่ต้องมีคือ sodium hypochlorite ดูชื่อแล้วอาจงงว่าจะไปหาซื้อที่ไหน ก็น้ำยาซักผ้าขาวนี่เอง พวกไฮเตอร์ ที่มีกลิ่นคลอรีนฉุนๆ นั่นแหละ ก็จะมีสารตัวนี้อยู่ จะใช้ยี่ห้อไหนก็ได้ ส่วนตัวผมใช้แบบที่ไม่ผสมน้ำหอม ทนกลิ่นคลอรีนเอาหน่อย แต่จะได้รู้ว่ามันยังมีคลอรีนอยู่ เพราะหากคลอรีนระเหยไปหมดจนกลิ่นอ่อนแล้ว เราก็จะได้รู้ว่าหมดสมรรถภาพในการฆ่าเชื้อแล้ว บางคนเรียกว่าน้ำยาฟอกสีหรือ bleaching agent โดยทั่วไปจะเอามาละลายน้ำให้เป็นสารละลาย 5-10% โดยปริมาตร เช่นจะเตรียมน้ำยาฆ่าเชื้อ 1 ลิตร (1000 ซีซี) ก็ใช้น้ำยา 50 ซีซี ผสมน้ำดื่มขวดอย่างที่บอกแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ให้ได้ 1 ลิตร จะเตรียมน้อยกว่านี้ก็ลดลงตามส่วน ไม่ควรผสมไว้ทีละมากๆ ควรกะให้พอดีใช้หมดไปเป็นคราวๆ

น้ำยาฆ่าเชื้อตัวนี้เหมาะกับการใช้ ฆ่าเชื้อในการเพาะเมล็ดแก่ โดยเอาเมล็ดใส่หลอดหรือขวดเล็กๆ ผสมน้ำยานี้ แล้วเติมน้ำยาล้างจานหรือน้ำยาล้างผักที่ละลายน้ำให้เจือจางแล้วอีกหนึ่งหยด เขย่า 5-10 นาทีเป็นอย่างน้อย น้ำยาล้างจานจะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้ตัวยาสัมผัสเมล็ดได้ทั่วถึง การเพาะเมล็ดแก่จะได้พูดถึงในรายละเอียดในคราวต่อๆ ไป นอกจากนี้ยังใช้ฆ่าเชื้อบนผิวฝักในการเพาะฝักอ่อน และยังใช้สำหรับฆ่าเชื้อภายในตู้ปลอดเชื้ออีกด้วย โดยใส่ในกระบอกฉีดน้ำ ฉีดพ่นให้ทั่วดู้ เพื่อฆ่าเชื้อบนพื้นผิวต่างๆ และหากเป็นไปได้ เอาน้ำยาใส่ขวดไว้ในตู้ปลอดเชื้อในระหว่างการทำงานด้วย เพื่อฆ่าเชื้อเครื่องมือเครื่องใช้ หากสงสัยว่าจะปนเปื้อนเชื้อ

การ ฆ่าเชื้ออย่างต่อไปคือแสงยูวี ใช้ฆ่าเชื้อภายในตู้ปลอดเชื้อเช่นกัน เมื่อฉีดพ่นน้ำยาคลอรีนแล้ว ควรเปิดไฟยูวีไว้ไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ยิ่งนานก็ยิ่งดี แต่แสงยูวีอาจทำอันตรายต่อเลนส์ตาได้ เปิดแล้วก็ควรปิดตู้ให้มิดชิด

ในตู้ปลอดเชื้อยังใช้กระบวนการกำจัด เชื้อโดยไม่ได้ฆ่าเชื้ออีกวิธีหนึ่งคือใช้แผ่นกรองเชื้อจุลินทรีย์ (HEPA filter) คำว่า HEPA ย่อมาจาก high efficiency particulate absorbing เป็นแผ่นกรองที่สามารถกรองอนุภาคฝุ่นในอากาศขนาด 3 ไมครอนขึ้นไปได้ถึง 99.97% เชื้อแบคทีเรียและราก็จะถูกกรองออกได้หมด ระบบในตู้ปลอดเชื้อจะดูดอากาศเข้าทางด้านบน ผ่านแผ่นกรองนี้ แล้วพ่นลงให้อากาศในตู้ไหลออกด้านล่างเข้าหาตัวเรา เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศภายนอกตู้ที่ไม่ได้กรองไหลย้อนเข้าไปในตู้ได้ ดังนั้น ระหว่างการใช้งานตู้ปลอดเชื้อ ห้ามเปิดพัดลมพัดใส่จากด้านหลังเป็นอันขาด ถ้าห้องทำงานไม่มีเครื่องปรับอากาศก็ทนร้อนเอาหน่อย

สุดท้าย วิธีการฆ่าเชื้อที่ได้ผลดีมาก แต่ต้องระวังในการใช้อย่างมาก คือไฟ มีตะเกียงอัลกอฮอล์จุดไว้ในตู้ปลอดเชื้อสักตัวหนึ่ง ใช้ฆ่าเชื้อบนเครื่องมือเครื่องใช้ที่คิดว่าจะมีการปนเปื้อนได้ การฆ่าเชื้อต้องเผาจนร้อนจัดถึงจะได้ผล แต่ต้องระวังในการจับเครื่องมือที่เผาไฟให้ดี นอกจากนี้ต้องระวังอย่าให้ไฟอยู่ใกล้กับภาชนะที่ใส่อัลกอฮอล์

2010/Mar/24

จากที่บอกว่าการเพาะเมล็ดกล้วยไม้เดี๋ยวนี้เพาะกันในวุ้น ปลอดเชื้อ ซึ่งจะมีสองขั้นตอนด้วยกัน คือการเพาะจากเมล็ด กับการถ่ายขวดเพื่อเลี้ยงให้โต นั่นคือเพาะเมล็ดขึ้นมาก่อน เมื่อแน่ใจว่าขึ้นมากน้อยเพียงใดแล้ว ก็จะถ่ายขวดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ต้นกล้ากระจายอย่างสม่ำเสมอ

ในขั้น ตอนการเพาะเมล็ดนั้น ควรเพาะในขวดปากกว้าง ผมใช้ขวดแยมหรือน้ำพริกเผานั่นแหละครับ แต่ซื้อตรงจากบริษัทผลิตขวดเลย หาจากเน็ตได้ไม่ยาก เอาแบบที่มีฝาเป็นพลาสติกสีขาวขุ่น ฝาพลาสติกแบบนี้ทนความร้อนสูงได้ นำไปนึ่งฆ่าเชื้อได้ ส่วนในขั้นตอนการถ่ายขวดเพื่อเลี้ยงต้นกล้าให้โต อาจทำในขวดแยมก็ได้ หรือจะใช้ขวดเหล้าแบน หรือขวดเหล้าเหลี่ยม (มักเรียกกันว่าขวดแบล็ค ซึ่งก็คือขวดเหล้าแบล็คเลเบลนั่นแหละครับ) ก็ได้ ถ้าใช้ขวดแยมหรือขวดเหล้าแบนก็ใส่ได้ขวดหนึ่งไม่กี่ต้น แต่สะดวกสำหรับคนที่ต้องการซื้อจำนวนน้อย แต่ได้ต้นใหญ่แข็งแรงกว่า ถ้าใช้ขวดแบล็คจะได้ต้นจำนวนมาก แต่ความสูงของต้นที่ได้ก็จำกัด กรณีของขวดเหล้าไม่ว่าแบบไหนก็มีปัญหาเรื่องปากขวดแคบ ทำให้ใส่ต้นกล้าไม่สะดวก และการเอาต้นออกจากขวดเมื่อโตเต็มที่แล้วก็ไม่สะดวก บางทีต้องทุบขวด แต่ดีที่ไม่เปลืองที่วางขวดในระหว่างการรอต้นเติบโต


ก่อน ที่จะเล่าเรื่องกระบวนการเพาะและถ่ายขวด สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือการเตรียมวุ้นอาหาร วุ้นอาหารเพาะกล้วยไม้มีหลายสูตรมาก เพื่อให้เหมาะสมกับกล้วยไม้แต่ละสกุล และสูตรสำหรับเพาะเมล็ดกับสูตรสำหรับเลี้ยงให้ต้นกล้าโตก็แตกต่างกันด้วย ลองเข้าไปดูในเว็บของบริษัท Phytotechnology เป็นตัวอย่างก็ได้ แต่ในที่นี้ผมจะสรุปมาเพื่อให้ง่ายในการสั่งซื้อและเตรียมวุ้น

สูตร อาหารที่จะเขียนถึงในที่นี้ผมจะนำเสนอแบบที่เป็นมาตรฐาน บทความนี้ไม่พูดถึงสูตรแบบทำง่ายใช้เอง แต่เป็นแบบที่ซื้อสูตรสำเร็จไม่ต้องเตรียมเอง ฟังแล้วเหมือนน่าจะแพง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่แพงอย่างที่คิด เพราะสำหรับมือสมัครเล่นแล้ว ซื้อมาทีเดียวสามารถใช้ได้นานจนลืมเลย เพราะขนาดบรรจุต่ำสุดก็มากเกินพออยู่แล้ว

มาดูสูตรอาหารบางสูตรที่ น่าสนใจกัน
1.สูตร Knudson C แทบจะพูดได้ว่าเป็นสูตรครอบจักรวาล ใช้เพาะได้หลายสกุล และใช้เลี้ยงต้นอ่อนของกลุ่มสกุล Oncidium และกลุ่ม Vandaเช่น แวนด้า เข็ม ช้าง เอื้องกุหลาบ Phalaenopsis ได้ดี

2.สูตร Murashige & Skoog (MS) ใช้เป็นสูตรเพาะเมล็ดก็ได้ แต่มักนิยมใช้เป็นสูตรเลี้ยงต้นอ่อนมากกว่า ใช้กับกลุ่ม Vanda, Cattleya และอีกหลายสกุล สูตรนี้เมื่อใช้เพาะหรือเลี้ยงต้นอ่อนกล้วยไม้ นิยมใช้ความเข้มข้นเพียงครึ่งหนึ่งของสูตรดั้งเดิมเท่านั้น

3.สูตร Mitra เป็นสูตรที่พัฒนาขึ้นหลังสุด ใช้เพาะเมล็ดและเลี้ยงต้นอ่อนสกุลหวาย (Dendrobium) และสิงโต (Bulbophyllum) ได้ดีมาก

4.สูตร Ichihashi ใช้ได้ดีกับสกุล Phalaenopsis และ Doritis โดยเฉพาะ

5.สูตร Morel ใช้ได้ดีกับสกุล Cymbidium โดยเฉพาะ

ดังนั้นก็ขึ้น อยู่กับว่าเราเลี้ยงหรือต้องการเพาะกล้วยไม้อะไรเป็นหลัก ก็เลือกให้เหมาะสม โดยทั่วไปสูตร Knudson C ใช้เพาะเมล็ดได้ทุกสกุล (อัตราขึ้นอาจต่างกันในแต่ละสกุล) และอาจใช้สูตร MS เพื่อเลี้ยงต้นอ่อน (ถ่ายขวด) แต่ถ้าเลี้ยงสกุล Dendrobium หรือ Bulbophyllum เป็นหลัก ก็ควรมีและเริ่มต้นจากสูตร Mitra

แล้วจะหาได้จากที่ไหน ขอให้ลองค้นดูในเน็ต ส่วนตัวผมใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท Phytotechnology Laboratories แต่สั่งผ่านเว็บในไทยนี่เอง ในที่นี้จะไม่บอกชื่อเว็บไทย เดี๋ยวจะกลายเป็นโฆษณา ลองค้นดูก็จะพบว่าเป็นเว็บไหน ลองดูขนาดบรรจุของเขานะครับ มีให้เลือก 3 ขนาด สำหรับทำวุ้นอาหาร 1 ลิตร 10 ลิตร และ 50 ลิตร ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ของเรา สะดวกดีครับ อย่างสูตรนี้มีน้ำตาล วุ้น และผงถ่านกัมมันต์ผสมอยู่แล้ว ไม่ต้องเติมอะไรเพิ่มก็ใช้ได้เลย


แต่ละ สูตรจะบอกส่วนผสมไว้แล้ว ผลิตภัณฑ์บางรหัสของ Phytotechnology ผสมน้ำตาล ผงถ่่านกัมมันต์ (activated charcoal) และวุ้นแล้ว บางสูตรก็ไม่มี คือให้เติมเองได้ น้ำตาลก็ใช้น้ำตาลทรายธรรมดานี่แหละ ส่วนผงถ่านกัมมันต์ สามารถซื้อผงถ่านที่ใช้กินล้างพิษขององค์การเภสัชกรรมได้ ราคาไม่แพง ส่วนวุ้นจะมีสองแบบ ถ้าซื้อวุ้นทำอาหารชนิดผงมาผสม จะใช้ 7-8 กรัมต่ออาหาร 1 ลิตร แต่ถ้าเป็นวุ้น Gellan gum ของ Phytotechnology ก็จะใช้เพียง 3-4 กรัมต่ออาหาร 1 ลิตร วุ้นทำอาหารจะแข็งตัวช้ากว่า Gellan gum มาก ดังนั้นก็เลือกใช้ให้เหมาะสมกับการทำงานของเรา

น้ำตาลที่ผสมในวุ้น อาหารมีความสำคัญในการเพาะเมล็ด เพราะเมล็ดกล้วยไม้ไม่มีอาหารสะสม ในช่วงหลายวันหลังจากเมล็ดเริ่มงอกซึ่งเรียกว่าระยะ protocorm นั้นต้นอ่อนจะยังไม่มีคลอโรฟิลด์คือยังไม่เขียว จีงยังไม่สามารถสร้างน้ำตาลเองได้ แต่เมื่อโตจนมีใบแล้วน้ำตาลก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ แต่ต้นอ่อนก็นำไปใช้ได้จนกว่าจะใช้หมด ส่วนถ่านกัมมันต์นั้นจะจับสาร phenolic ที่เป็นของเสียที่ต้นอ่อนปลดปล่อยออกมา ไม่ให้สะสมจนถึงระดับที่เป็นพิษ จึงมีความสำคัญในขวดเลี้ยงต้นอ่อนมากกว่าขวดเพาะเมล็ด เพราะต้นโตกว่าจึงปล่อยสาร phenolic ออกมามากกว่า

ทีนี้สูตรอาหาร เหล่านี้เมื่อจะผสมก็ต้องมีเครื่องชั่งสารที่มีความละเอียดสูง เพราะเราอาจจะต้องชั่งเป็นจุดทศนิยมของกรัมกันเลย ก็หาซื้อเครื่องชั่งดิจิตัลมาใช้ได้ และนอกจากนี้ก็ต้องมีเครื่องวัดความเป็นกรดด่าง (pH) ด้วย เพราะกล้วยไม้ต้องการช่วง pH ที่เป็นกรด อยู่ประมาณ 4 ถึง 6 ขึ้นอยู่กับสูตร แต่มีบางบทความบอกว่า pH ที่เหมาะแบบครอบจักรวาลน่าจะเป็น 5.5 และหากเป็นกล้วยไม้ที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกาใต้ก็ให้สูงขึ้นอีกนิดเป็น 5.6

นอกจากนี้แล้ว เราอาจเติมน้ำมะพร้าว 5-15% โดยปริมาตร หรือเนื้อกล้วยหอมยี 60 กรัมต่อวุ้นอาหาร 1 ลิตร ลงไปในวุ้นได้อีก โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบเติมน้ำมะพร้าว เพราะไม่ทำให้วุ้นขุ่นเกินไป และเมื่อทำในปริมาณน้อยๆ ก็ตวงได้ง่าย ถ้าเป็นเนื้อกล้วยหอมยีอาจทำให้การชั่งเลอะเทอะวุ่นวายพอสมควร แต่หากไม่สะดวกจะไม่เติมก็ได้

ทีนี้ pH ของอาหารที่เราผสมจะเริ่มต้นเป็นเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับน้ำที่เราใช้ผสม ส่วนใหญ่จะบอกว่าให้ใช้น้ำกลั่นบริสุทธิ์ ซึ่งมี pH เป็นกลาง แต่ปัจจุบันสามารถใช้น้ำดื่มที่ผลิตโดยวิธี reverse osmosis (RO) ได้ เพราะจะกรองเกลือที่ปนเปื้อนออกไปมากเกือบหมดอยู่แล้ว นั่นคือน้ำดื่มที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดแหละ เอาแบบที่มียี่ห้อ แต่ไม่ใช่น้ำแร่ ทั้งแพงไป และมีเกลือแร่ปนอยู่มาก pH ของน้ำก็มีผลต่อ pH ของสารละลายอยู่ไม่น้อย เมื่อผสมทุกอย่างแล้วก็ใช้ pH meter วัด แล้วปรับให้ได้ค่าที่ต้องการ ซึ่งคราวนี้ก็ต้องมีกรดและด่าง (เอามาเจือจางก่อนใช้) ส่วนตัวผมใช้กรดไนตริก (nitric acid, HNO3) กับอีกตัวหนึ่งคือ โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (potassium hydroxyde, KOH) เพราะทั้งไนโตรเจนและโปแตสเซียมเป็นสารอาหารสำหรับพืชอยู่แล้ว

ถึง ตอนนี้ถ้าใครค้นเจอเว็บของไทยที่ขายสูตรอาหารแล้ว ก็จะรู้แหล่งขายอุปกรณ์แปลกๆ ที่ว่าทุกอย่างข้างต้น สำหรับ KOH มักจะแถมมาให้แล้วกับอาหารเป็นเกร็ดบรรจุซองเล็กๆ แต่กรดไนตริกต้องซื้อ อาจซื้อจากวิทยาศรมหรือร้านขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนได้ แต่หากคิดว่าไม่อยากใช้กรดไนตริก ก็ใช้น้ำส้มสายชู (acetic acid) ได้ เพราะจริงๆ เราใช้ปริมาณน้อยมากก็ปรับ pH ได้แล้ว กรดไนตริกมักจะมีขนาดบรรจุจำนวนมากเกินที่จะใช้ หากเก็บไม่ดีจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้ เครื่องตวงต่างๆ ก็หาซื้อได้เช่นกัน รวมไปถึง dropper (ที่ดูดน้ำยาจำนวนน้อยๆ) ก็หาซื้อได้ที่เดียวกัน เครื่อง pH meter อย่าลืมตั้งค่า (calibrate) pH มาตรฐานที่เขาให้มาพร้อมกับอุปกรณ์ตั้งแต่ตอนซื้อมาเสียก่อน มิฉะนั้น pH ที่วัดได้จะผิดพลาดหมด

การวัด pH ด้วย pH meter จะวัดที่อุณหภูมิห้อง (25 เซลเซียส) หรือใกล้เคียง นั่นคือห้ามต้มสารละลายแล้วเอา pH meter ไปวัด เพราะนอกจากจะวัดผิดพลาดแล้ว เครื่องจะพังแน่นอน ทีนี้ในอุณหภูมิห้องวุ้นจะไม่ละลาย แต่ไม่ต้องเป็นห่วง คนๆ ให้ผงวุ้นแขวนลอยจนทั่ว แล้วเทแบ่งใส่ขวดที่จะใช้เพาะได้เลย อย่าต้มให้วุ้นละลายแล้วทิ้งให้เย็นแล้วจึงปรับ pH เป็นอันขาด เพราะเมื่อวุ้นเย็นและแข็งตัวจะคนเพื่อปรับ pH ไม่ได้ และเมื่อนำไปนึ่งฆ่าเชื้อ วุ้นที่แข็งตัวแล้ว และละลายอีกครั้ง จะไม่สามารถแข็งตัวได้อีก จะกลายเป็นน้ำเหลวๆ ใช้การไม่ได้เลย

เมื่อ แบ่งบรรจุขวดตามปริมาตรที่ต้องการแล้ว ก็นำไปนึ่งฆ่าเชื้อโดยวิธี autoclave คือต้องใช้ความดันถึง 15 psi และอุณหภูมิถึง 121 เซลเซียส อย่างน้อย 15-20 นาที ดังนั้นเราต้องมีหม้อนึ่งความดันอีกตัวหนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วถ้าไม่มีจะใช้วิธีอื่นได้หรือไม่ ในบทความบางชิ้นบอกว่าสามารถใช้เตาไมโครเวฟได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าใช้กำลังวัตต์เท่าใด เวลานานเท่าใด ซึ่งทั้งหมดนี้กำหนดได้ยากในเตาไมโครเวฟแบบธรรมดา แต่ทำได้ในเตาไมโครเวฟขนาดใหญ่ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญการใช้ไมโครเวฟจะฆ่าเชื้ออุปกรณ์บางอย่างที่เป็นโลหะเช่นปากคีบ ไม่ได้ และเครื่องแก้วที่แห้งก็อาจมีปัญหาในการฆ่าเชื้อ เนื่องจากการฆ่าเชื้อด้วยไมโครเวฟต้องอาศัยน้ำเป็นสื่อในการฆ่าเชื้อ ในที่นี้จึงยังไม่แนะนำให้ใช้

ในตอนนึ่ง เนื่องจากความดันอากาศภายในหม้อนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปมามาก ทำให้ความกดอากาศภายในและภายนอกขวดแตกต่างกัน จึงต้องคลายฝาเกลียวที่ปิดปากขวด อย่าให้ปิดแน่น เพื่อให้อากาศถ่ายเทเข้าออกขวดได้ในระหว่างการนึ่ง เมื่อนึ่งเสร็จแล้ว และปล่อยให้อุณหภูมิและความดันเท่าปกติแล้ว จึงบิดเกลียวให้สนิท แล้วนำเข้าตู้เพาะปลอดเชื้อ เมื่อจะเริ่มการเพาะ และทำให้อากาศภายในตู้เพาะปลอดเชื้อแล้ว จึงคลายเกลียวอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สามารถใช้มือข้างเดียวเปิดและปิดฝาขวดได้สะดวก ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งใช้จัดการกับฝักหรือเมล็ดกล้วยไม้

เรื่องชัก จะยุ่งและยาวแล้วสิ ถึงแม้การเพาะกล้วยไม้จะไม่ง่าย แต่ถ้าค่อยๆ ติดตามก็น่าจะทำได้ในที่สุด

edit @ 24 Mar 2010 14:12:44 by พ่อหมี

2010/Mar/07

ก่อนที่จะถึงเรื่องการเพาะกล้วยไม้ คงต้องพูดถึงเรื่องการผสมพันธุ์กล้วยไม้กันก่อน แต่่ว่ากันอย่างเร็วๆ ง่ายๆ นะครับ ไม่อยากจะลงลึกเป็นตำรา หากใครต้องการความรู้มากกว่านี้คงต้องหาหนังสือหรือเว็บอื่นอ่านเพิ่มเติมครับ กล้วยไม้เป็นต้นไม้ครอบครัว (family) ที่มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือเกสรตัวผู้จับตัวกันเป็นก้อน หรือเป็นของเหลวเหนียว ไม่ได้เป็นฝุ่นผงเหมือนละอองเกสรของต้นไม้ในครอบครัวอื่นๆ การผสมเกสรก็เลยทำไม่ยาก เพราะมันอยู่เป็นที่เป็นทาง เพียงแต่ต้องรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนเท่านั้นเอง ลองดูรูปครับ

เอารูปของ Bulbophyllum dearei เป็นตัวอย่าง เนื่องจากดอกใหญ่ และกลีบกางออกจนเห็นเกสรต่างๆ ได้ชัด กล้วยไม้ชนิดอื่นอาจดูยากกว่านี้ครับ รูปแรกที่ให้ดูนี้เน้นที่ตัวดอก และก้านดอก ส่วนก้านดอกนี่แหละครับที่ต่อไปจะเจริญเป็นฝััก หากผสมติดส่วนกลีบดอกก็จะเหี่ยวไป และก้านดอกก็จะพองออกเป็นฝักรูปยาว มีเปลือกหุ้ม 2 ชั้น ชั้นละ 3 แถบ ซึ่งตอนที่ยังเป็นก้านดอกจะยังเห็นไม่ชัด

มาดูส่วนที่เป็นเกสรครับ ขอขยายจากรูปแรก

ส่วนของเส้าเกสรยื่นต่อออกมาจากส่วนก้านดอกครับ ในกรณีนี้ค่อนข้างสั้น บางชนิดอาจยาวมากเป็นจงอยโค้งเลยก็ได้ เกสรตัวผู้จะอยู่ส่วนปลายสุด แต่มีฝาครอบอับเกสรครอบอยู่ เกสรตัวผู้จริงๆ อยู่ในฝาอับเรณูนี้เอง เมื่อเปิดฝาออกก็จะเห็นเป็นก้อนสีเหลือง ซึ่งลักษณะก็แตกต่างออกไปบ้างตามสกุล ในสกุลสิงโต (Bulbophyllum) เกสรตัวผู้เป็นก้อน แต่ค่อนข้างอ่อนนุ่ม เนื่องจากในธรรมชาติอาศัยแมลงวันเป็นตัวผสม แมลงวันชอบกินของที่เหลวๆ นุ่มๆ มันเก็เลยต้องตามใจแมลงวัน ในสกุลหวาย (Dendrobium) เกสรเป็นก้อนแข็ง มี 2 ก้อน (ที่จริงแต่ละก้อนยังมีก้อนย่อยอีก 2) ส่วนกล้วยไม้พวกที่ต้นโตขึ้นทางยอดเช่นช้าง ม้าวิ่ง เข็ม เกสรตัวผู้เป็น 2 ก้อนเหมือนกัน แต่เชื่อมกันด้วยเส้นบางๆ มาต่อกับแผ่นที่มีลักษณะเหมือนยางเหนียว เพื่อให้ติดได้ดีกับหลังผึ้งหรือแมลงอื่นที่เป็นพาหะผสมพันธุ์ ต้องบอกก่อนว่าเกสรตัวผู้แบบนี้เป็นลักษณะส่วนใหญ่ของกล้วยไม้ แต่มีกล้วยไม้บางสกุลโดยเฉพาะกล้วยไม้ดิน ที่มีลักษณะแตกต่างออกไปครับ หากคิดจะผสมกล้วยไม้ดินคงต้องศึกษาอวัยวะของดอกให้ดีครับ บางชนิดมีอะไรแปลกๆ น่าสนใจทีเดียว  

มาดูส่วนของเกสรตัวเมียครับ จะอยู่ต่ำกว่าเกสรตัวผู้ เป็นแอ่งที่มีน้ำเหนียวๆ อยู่ข้างใน การผสมเกสรก็ทำโดยเอาเกสรตัวผู้ที่มีลักษณะเป็นก้อน มาใส่ในแอ่งนี้ครับ วิธีง่ายๆ ใช้ไม้จิ้มฟันใหม่ๆ (ยังไม่ได้เอาไปจิ้มฟันมาก่อน) เขี่ยเกสรตัวผู้ให้ติดกับปลายไม้จิ้มฟัน แต่ต้องระวังในสกุลหวาย เนื่องจากเกสรเป็นก้อนแข็ง แต่ไม่มีแผ่นเยื่อเหนียวยึดติด ทำให้เมื่อเขี่ยออกจากฝาอับเรณูแล้วอาจร่วงหล่นหายได้ ส่วนสกุลสิงโตนั้นไม่ยุ่งยาก เนื่องจากเกสรตัวผู้อ่อนนุ่่ม ติดปลายไม้จิ้มฟันได้ง่าย 

ลักษณะของเกสรแบบนี้แตกต่างจากพืชอื่นๆ ที่มักจะมีเกสรตัวเมียยาวและอยู่สูงกว่าเกสรตัวผู้ ลองดูจากดอกลิลลี่หรือว่านสี่ทิศ ที่จริงกล้วยไม้มีพัฒนาการมาจากพืชกลุ่มลิลลี่ แต่วิวัฒน์ลักษณะเกสรตัวผู้และตัวเมียต่างออกไปจนเรานึกไม่ถึงเลยว่ามันมีความเกี่ยวข้องกัน

ส่วนการผสมเกสรนั้น บางสกุลหรือบางชนิดจะมีกลไกป้องกันการผสมตัวเอง ซึ่งอาจทำให้การผสมตัวเองแล้วจะไม่ติดฝัก แต่การผสมข้ามต้นจะติดฝักได้ดี แต่บางชนิดก็ไม่ป้องกันการผสมตัวเอง เราสามารถผสมให้ติดฝักได้ง่าย พวกที่ไม่มีกลไกการผสมตัวเองก็เช่นพวกช้าง เข็ม จะเห็นว่าหากไปเดินดูตามร้านที่ขายต้นที่มาเก็บมาจากป่า อาจเห็นติดฝักมากมายเป็นพวง ส่วนชนิดที่ไม่ค่อยเห็นติดฝักมากนัก ก็เดาไว้ก่อนว่าน่าจะมีกลไกป้องกันการผสมตัวเองอยู่ ยิ่งเมื่อมีกล้วยไม้ชนิดนั้นในป่าลดลงมาก จนหาต้นอื่นมาผสมด้วยไม่ได้ ก็อาจสูญพันธุ์ได้ง่าย

และบางชนิดยังมีความจำเพาะกับแมลงบางชนิด หากแมลงชนิดนั้นสูญพันธุ์ไป กล้วยไม้นั้นก็จะสูญพันธุ์ตามไปด้วย เช่นกรณีของกุหลาบกระเป๋าปิด น่าสนใจว่าเกสรถูกปิดไว้มิดชิด จะมีแมลงอะไรมาผสมได้ แต่ในธรรมชาติมันใช้ด้วงหรือหนอนที่กัดกินดอกไม้เจาะเข้าไป ซึ่งมันก็มักจะกินแต่กลีบดอก ไม่กินไปถึงเกสร แต่ก็ไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ทำให้เกิดการผสมตัวเองได้ด้วย

นอกเรื่องไปเสียยาว ไปดูฝักกันครับ

หลังจากผสมติด ก้านดอกก็จะอวบอ้วนขึ้น กลีบดอกเหี่ยวไป เหมือนรูปข้างบนครับ ถ้าใครผสมไว้หลายๆ คู่ ก็ต้องอย่าลืมเขียนชื่อคู่ผสมและวันที่ผสมติดไว้ที่ฝัก โดยทั่วไปแล้วควรตั้งเป็นรหัสประจำตัวของเราไว้ แล้วเรียงลำดับหมายเลขซึ่งก็จะเรียงไปตามเวลาที่เราผสม และทำบันทึกไว้ด้วย จะจดไว้ในสมุดหรือในคอมพิวเตอร์ก็ได้ เวลาเขียนคู่ผสมให้เขียนชื่อต้นแม่นำหน้า ตามด้วยเครื่องหมายคูณ แล้วตามด้วยชื่อต้นพ่อครับ นี่เป็นวิธีมาตรฐานใช้กันทั่วโลก และใช้กับการผสมพันธุ์สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ตัวอย่างคู่ผสมสิงโตเหยี่ยวใหญ่กับสิงโตสยาม ก็จะเขียนแบบนี้ครับ Bulb. fascinator x Bulb. siamense ควรเขียนเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ครับ เพราะชื่อไทยอาจมีซื่อซ้ำกันได้มาก และสับสนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่ เช่น เอื้องเก๊ากิ่ว อาจเป็น Den. nobile, Den. signantum หรือ Den. tortile ก็ได้ ถ้าเขียนเป็นชื่อไทย แรกๆ ก็พอจะจำได้ แต่นานเข้าก็คงบอกไม่ได้แล้วว่าเราผสมอะไรกับอะไรไว้

เอาละครับ มารอให้ฝักโตจนแก่พอที่จะเพาะเมล็ดได้กัน อ้าว แล้วจะรอไปนานเท่าไหร่ ตอบยากครับ เพราะกล้วยไม้พันธุ์แท้แต่ละชนิดใช้เวลาจากผสมถึงสุกไม่เท่ากัน ในที่นี้ให้ข้อมูลทั่วๆ ไปจากที่หามาจากเว็บบ้าง เก็บข้อมูลที่ผสมไว้เองบ้างมาให้ดูครับ แต่โดยทั่วไปในสกุลเดียวกัน กล้วยไม้ต้นเล็ก ดอกเล็ก ฝักเล็กก็จะใช้เวลาในการถือฝักสั้นกว่าต้นที่ใหญ่กว่า ดอกใหญ่ ฝักใหญ่ แต่ก็มีบางชนิดที่แตกต่างไปครับ ต้องระวังเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นจะกะเวลาฝักสุกผิด

กลุ่มกล้วยไม้ เวลา (เดือน)
Bulbophyllum ดอกเล็ก เช่น Bulb. gracillimum 1-1.5
Bulbophyllum ดอกกลาง เช่น Bulb. annandalei รวมทั้ง Bulb. fascinator 3
Bulbophyllum ดอกใหญ่ เช่น Bulb. dearei 7-8
Trias (เอื้องไตร) 8-9
Dendrobium กลุ่มเอื้องสาย (section Eugenanthe)  แตกต่างกันตามชนิด 5-9
Dendrobium กลุ่มเอื้องเงิน (section Oxygenanthe 5
Dendrobium กลุ่มเอื้องคำ (section Callista) 5
Dendrobium ดอกเล็ก
1.5-3
Phalaenopsis และ Doritis
3-5
Coelogyne (ส่วนใหญ่)
9-11
กลุ่ม Cattleya
5

ถ้าเป็นการผสมข้ามกลุ่มที่มีอายุฝักต่างกัน จะเดายากขึ้นอีก ก็คิดเสียว่าใช้เวลาของคู่ผสมที่สั้นที่สุด แล้วหมั่นดูอยู่บ่อยๆ บางคนเสนอว่าให้ใช้เวลากึ่งกลางของระยะเวลาของพ่อและแม่ แต่บางคนบอกว่ามันจะเอียงไปทางข้างต้นแม่มากกว่า เอาเป็นว่าคอยดูอย่างใกล้ชิดแล้วกันครับ ถ้าไม่แน่ใช้ก็ใช้ถุงพลาสติกใสขนาดเล็กห่อไว้ แต่อย่าให้มันอบร้อนเกิน เพื่อกันเมล็ดปลิวหายไปหมดหากฝักแตก

ต้องรู้ไว้อย่างหนึ่งว่าอายุที่ให้ไว้เป็นอายุสำหรับเพาะฝักอ่อนครับ นั่นคือเมล็ดแก่พอที่จะเพาะได้ แต่ยังไม่ถึงกับสุกจัดจนฝักแตก แต่ของแบบนี้ก็ไม่แน่ไม่นอนครับ บางทีมันอาจแตกก่อนเวลาก็ยังได้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ให้ไว้แล้วก็ตัดส่งเพาะได้ แต่หากคิดจะเพาะเองก็อาจรอต่อไปอีกเพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดแก่พอที่จะขึ้นได้ดี พอเห็นฝักเริ่มจะเหลืองๆ นี่ต้องตัดแล้วครับ ไม่อย่างนั้นฝักแตกและเสียเมล็ดแน่

edit @ 7 Mar 2010 17:37:28 by พ่อหมี

edit @ 7 Mar 2010 17:38:19 by พ่อหมี